![]() |
|
Spaces home My name is @_@ คุง ...PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
My name is @_@ คุง ... |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
March 14 และแล้วเราก็บ้า SUDOKUเพราะ Dlary Express แท้ๆเลย ดันมาเกมส์มาให้เล่นด้วย ของฟรีบวกเกมส์ ก็กลายเป็นสิ่งเร้าที่เข้าคู่กันดีจริงๆ
ของฟรี(UCS) ก็งั้นๆ(UCR)
เกมส์(CS) ชอบๆๆ(UCR)
ของฟรี+เกมส์ ชอบๆๆ(CR)
เกมส์ = ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตอนนี้ก็เลยบ้า SUDOKU ไปแล้ว และกำลังแผ่ขยายไปยังเกมส์อื่นๆด้วย
บ้าอย่างเดียวไม่พอ ดันชวนคนที่ทำงานบ้าอีก ฮิๆๆ SUDOKU จงเจริญ!!! February 15 โรคของคนติดเน็ตไปเจอมาเลยเอามาให้อ่านกัน ดูสิใครเป็นโรคอะไรกันบ้าง (เราเล่นเป็นทุกโรคเลย 555)
วารสารนิวไวเอนทิสต์ของอังกฤษ ได้สำรวจพบว่า การใช้อินเตอร์เน็ตทำให้คนบนโลกสมัยใหม่ป่ยเป็นโรคประหลาดๆกันมากขึ้นเรื่อยๆและแต่ละโรคก็ยังไม่มียาแก้ซะด้วย นอกจากจะเอาตัวผู้ป่วยไปบำบำดทางจิตให้เลิกบ้าอินเตอร์เน็ตซะ !!นั่นแหละ..ถึงจะหาย มาดูกันดีกว่าว่ามีโรคอะไรมั่ง * Ego-surfing แปลเป็นไทยได้ว่า โรคหลงตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่คูณวนเนียนเข้าไปค้นหาชื่อและค้นหาผลงานของตัวเองในอินเตอร์เน็ตรู้ไว้เลยว่าคุณเป็นโรคนี้เข้าแล้ว *Blog-streaking อาการของโรคนี้ก็คือ การที่คุณยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวผ่านระบบออนไลน์ไปง่าย ๆๆทั้งๆที่ปกติจะรักษาเป็นความลับสุดชีวิต *Crackberry คนป่วยโรคนี้คือพวกที่จะอยู่ไม่เป็นสุขเลยถ้าไม่ได้เช็คเมล์ บางคนอาการหนัก ขนาดไปงานศพก็ยังอุตส่าห์แว่บไปเช็คเมล์ *Google-stalking คนป่วยโรคนี้ได้แก่ พวกที่ใชระบบออนไลน์เพื่อขุดคุ้นหาความผิดพลาดของเพื่อนเก่า เพื่อนร่วมงาน หรือแฟนคนแรก ไม่รู้ว่าจะให้มันได้อะไรขึ้นมา *Photolurking อาการของโรคจะทำให้คนป่วยเที่ยวเปิดเน็ตดูอัลบั้มภาพของชาวบ้านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนอย่างเมามันส์และเอาเป็นเอาตายพูดง่ายๆว่าบ้านั่นแหละ *Wikipediholism ได้แก่พวกที่ยฃพยายามมากถึงขั้นหมกหมุ่น เพื่อหาบทความไปลงในสารานุกรมออนไลต์ที่ชื่อ "วิกิพีเดีย" *Cheesepodding คนที่เป็นโรคนี้ก็คือ พวกที่ชอบดาวน์โหลดเพลงลงแผ่นแล้วเอาไปทำแพ็คเก็ตวางขายตามเคาเตอร์อาหารสำเร็จรูป ถ้าเป็ที่เมืองไทยก็อาจจะเอาไปขายเป็นแผ่นผี หรือวิ่งไล่แจกนั่นเอง February 14 ไปดู CJ7 มาวาเลนไทน์ ด้วยจิตวิญญาณแห่งความรักวาเลนไทน์ ด้วยจิตวิญญาณแห่งความรัก นายนรรัชต์ ฝันเชียร และแล้วเทศกาลแห่งความรักหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เทศกาลวันวาเลนไทน์ที่รอคอย สำหรับใครที่กำลังมีคนที่แอบชอบอยู่ ในเดือนนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะบอกความในใจกับคนๆนั้นไปนะครับ แต่ก็ไม่รับรองผลเหมือนกันนะว่าจะออกมาในรูปแบบไหน อาจจะสมหวังหรืออาจจะแห้ว ก็แล้วแต่ดวงของแต่ละคนก็แล้วกัน ถ้าจะกล่าวถึงในเรื่องของวันวาเลนไทน์ (St. Valentine's Day) เคยสงสัยไหมครับ ว่าที่มาของวันนี้ มันมาได้อย่างไร ทำไมต้องเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คิดแล้วมันก็น่าสงสัยนะครับ ก็เลยถือโอกาสไปค้นคว้าประวัติของวันวาเลนไทน์ซะเลย และก็ได้พบสมใจ แต่ก็ต้องผิดหวังกับเรื่องราวครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่สุดแสนจะเศร้าราวกับว่าดูหนังรักหักมุมแบบไม่สมหวังเลยล่ะครับ ชื่อของวาเลนไทน์ มาจากชื่อของนักบุญในศาสนาศริสต์ท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่า วาเลนตินัส (Valentinus) หรือถ้าจะเรียกให้ดูสมศักดิ์ศรีหน่อย ก็คือ เซนต์วาเลนตินัส นั้นเอง เซนต์วาเลนตินัสนี้นะครับ ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโรม ช่วงศตวรรษที่ 3 ซึ่งเป็นยุคของชาวโรมัน สมัยจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 และเรื่องราวก็เกิดขึ้นเมื่อพระจักรพรรดิพระองค์นี้มีความเข้าใจในเรื่องของความรักแปลกๆ โดยพระองค์มองว่าความรักนั้นคือความลุ่มหลง มัวเมา อันส่งผลให้กองทหารที่แข็งแกร่งของพระองค์ เสื่อมถอย และเมื่อชาวโรมันแต่งงานก็มักจะไม่สนใจและไม่ต้องการที่จะออกรบ ด้วยเพราะมีพันธะในการดูแลครอบครัว ดังนั้นด้วยความคิดอย่างไม่มีการแยกแยะของพระองค์ จึงได้มีรับสั่งให้ห้ามชาวโรมันทุกคนแต่งงาน ใครฝ่าฟืน ประหารลูกเดียว (โอ้พระเจ้าจอร์จ ประหลาดแท้) คำสั่งของจักรพรรดิคือคำขาด ชาวโรมันทุกคนล้วนปฏิบัติตามอย่างช่วยไม่ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่คนจำใจยอมรับเพียงอย่างเดียว ผู้ไม่เห็นด้วยก็มีเช่นเดียวกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นักบุญเซนต์วาเลนตินัส พระเอกของเรานี้เอง วาเลนตินัสไม่เห็นด้วยกับมาตรการของจักรพรรดิ เพราะเขามองว่าความรักคือสิ่งสวยงามและเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้ ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งความรัก เขาจึงได้แอบประกอบพิธีแต่งงานให้กับชาวโรมันที่ยอมฝ่าฟืนคำสั่งเป็นการลับๆ แต่แล้วความลับก็ไม่มีในโลกใบนี้ ในที่สุด เรื่องก็รู้ถึงหูองค์จักรพรรดิ พระองค์จึงได้มีรับสั่งให้นำตัวนักบุญวาเลนตินัสมาขังไว้รอคำสั่งประหาร ในระหว่างที่ วาเลนตินัสอยู่ในคุก ก็แสนจะป็อบปูล่า เพราะมีหนุ่มสาวชาวโรมันมากมายตบเท้าเข้ามาเยี่ยมเยือนมอบช่อดอกไม้และให้กำลังใจเขาอยู่ไม่ได้ขาด วันเวลาที่อยู่ในคุกก็เป็นไปอย่างนี้ทุกๆวัน จนกระทั้งวันหนึ่ง พรหมลิขิตก็ทำให้เขาได้มาพบกันเธอ หญิงสาวตาบอด ผู้เป็นลูกสาวของของหัวหน้าผู้คุมห้องขัง ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะตาบอด แต่การที่เธอได้พูดคุยกับวาเลนตินัสก็ทำให้ทั้งสองตกหลุมรักกัน และความรักของทั้งคู่ก็สร้างปฏิหารย์ทำให้ดวงตาของหญิงสาวกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งความอัศจรรย์นี้วาเลนตินัสบอกว่า สิ่งนี้คือพลังแห่งความรักจากพระเจ้า ทำเอาผู้คนที่ได้ยินเรื่องราวต่างทึ่งและศรัทธาในความเป็นคริสเตียนไปตามๆกัน และต่อมาทั้งคุกนั้นก็มีแต่สาวกคริสเตียน เรื่องนี้ทำเอาจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2ทรงกริ้ว(โกรธ)มาก และยิ่งโกรธสาวกคริสเตียนมาขึ้น พระองค์ทรงรับสั่งให้ประหาร วาเลนตินัส โดยทันที และส่วนสาวกคริสเตียนก็ได้มีรับสั่งให้ถูกทุบตีทรมานอีกด้วย ในวันก่อนที่จะมีการประหาร วาเลนตินัสได้เขียนโน้ตถึงหญิงสาวอันเป็นที่รักคนนั้น เพื่อขอบคุณสำหรับมิตรภาพและความภักดีที่เธอมีให้ ก่อนที่จะลงท้ายโน้ตนั้นไว้ว่า “Love from your Valentine” (ด้วยรัก จาก วาเลนไทน์ของคุณ) และหลังจากนั้นพระเอกของเราก็ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 269 แต่หลังจากการประหารวาเลนตินัส ส่งผลให้ชาวโรมันและสาวกคริสเตียนไม่พอใจการกระทำของจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 จนถึงขั้นทำการต่อต้าน จนในที่สุดพระองค์ก็ต้องพ่ายแพ้ ซึ่งชาวโรมันและสาวกคริสเตียนก็ได้ใช้วันที่นักบุญวาเลนตินัสถูกประหาร เป็นวันที่ได้รำลึกถึงความรักที่มั่นคงของวาเลนตินัสที่มีต่อหญิงสาวที่เขารัก จนกลายมาเป็นวันแห่งความรักที่มีชื่อว่า “วันวาเลนไทน์“ ในที่สุด เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเรื่องราวของวันวาเลนไทน์ ดูเศร้าๆอย่างที่ผมบอกไหมล่ะครับ แต่ก็ทำให้พวกเราได้เห็นถึงพลังอนุภาพของความรักอันยิ่งใหญ่ ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งจะมีให้ต่อหญิงสาวอันเป็นที่รัก และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ รูปลักษณ์ของวันวาเลนไทน์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่ควรเป็นวันที่ระลึกถึงเซนต์วาเลนตินัส ก็กลับกลายมาเป็นวันแห่งการสารภาพรักของหนุ่มสาวกันโดยทั่วไป แต่จะหนุ่มสาวกี่คู่กันนะ ที่จะเข้าใจเรื่องของวันวาเลนไทน์และมีความรักที่ดีได้เท่ากับที่เซนต์วาเลนตินัสมี เวลาเท่านั้นล่ะมั้งครับที่เป็นเครื่องพิสูจน์ พ่อหลวงกับการศึกษาไทยพ่อหลวงกับการศึกษาไทย
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมากว่า 61 ปี นับจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ชาวไทยทั้งปวงก็ได้ตระหนักดีว่าพระองค์มีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรเสมือนเป็นความทุกข์ของพระองค์เอง
"…การศึกษาเป็นปัจจัยในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล…" พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียน ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2514
"…ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งของทั้งชีวิตและส่วนรวมคือการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานส่งเสริมความเจริญมั่นคงเกือบทุกอย่างในบุคคลและประเทศชาติ…" พระบรมราโชวาทที่พระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2518
"…ในประเทศไทยนี้ ถ้าดูจากสถิติก็มีพลเมืองเพิ่มขึ้นทุกๆวัน จึงสันนิษฐานได้ว่าพลเมืองของประเทศไทยนี้อยู่ในวัยเรียนอยู่เป็นส่วนมากทุกๆปี การที่ส่วนรวมคือประชาชนทั้งประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นสิ่งที่ดีแล้ว จึงต้องช่วยกันจัดการให้เยาวชน ให้ประชาชนที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี เราจะไปอาศัยรัฐบาล หรืออาศัยทางราชการ ที่จะช่วยให้บ้านเมืองมีความเจริญด้านเดียวไม่ได้ เพราะว่าในสมัยนี้ถือว่าเป็นสมัยประชาธิปไตย ทุกคนมีส่วนในงานของประเทศชาติ…" พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2512 "…การที่ดำริสร้างสถานศึกษานี้ขึ้น ก็เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กผู้พลอยประสบเคราะห์กรรมให้มีสถานที่เล่าเรียน ซึ่งโดยธรรมชาติควรมีสิทธิที่จะกระทำสิ่งใดได้เช่นผู้อื่น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่โชคชะตาบันดาลให้ต้องเกิดมาในภาวะเช่นนี้ย่อมเป็นกุศล และเป็นการช่วยเหลือประเทศชาติ เพราะเด็กเช่นว่านี้เมื่อได้รับการศึกษา อบรมด้วยดี เติบโตขึ้นก็จะเป็นพลเมืองที่ดี เป็นประโยชน์แก่ตนเองและชาติบ้านเมืองในอนาคต…" (มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ "ฝ่ายการศึกษาของมูลนิธิราชประชาสมาสัย". กรุงเทพ : วีระการพิมพ์, 2521. หน้า 8-9.)
พระบรมราโชวาททั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชดำริที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา ทรงเห็นว่าประเทศชาติจะพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าได้ก็ด้วยการพัฒนาบุคคลของชาติให้มีคุณภาพโดยการให้การศึกษา ด้วยคุณค่าแห่งแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นที่กล่าวนี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจะน้อมนำปรัชญาแห่งการศึกษาของพระองค์มาใช้เพื่อเป็นหลักประกันที่จะช่วยกันธำรงรักษาไว้ซึ่งความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงของประเทศชาติตลอดไป อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของแนวพระราชดำริที่ทรงเพียรพระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์ที่จะได้เข้าใจและปฏิบัติตามตลอดรัชสมัยของพระองค์
ที่มา หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ออนไลน์ http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=28
|
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม! |
|||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|